รายละเอียด: คำว่า “สวัสดิการ” ครอบคลุมไปในหลากหลายมิติที่เกี่ยวข้องกับความอยู่ดีมีสุขของมนุษย์ ในทางเศรษฐศาสตร์ คำว่า “สวัสดิการ” ไม่จำเป็นต้องเกี่ยวโยงไปถึงความช่วยเหลือ เช่น เงิน สิ่งของ หรือบริการสาธารณะ ที่องค์กร หรือรัฐ เป็นผู้จัดสรรให้แก่สมาชิกหรือพลเมืองเสมอไป กล่าวคือ สวัสดิการไม่จำเป็นต้องอิงอยู่กับสถาบัน แต่สวัสดิการสามารถจะเกิดขึ้นในระดับปัจเจก (individual level) จากเรื่องพื้นฐาน ที่เราอาจมองข้ามไปในชีวิตประจำวัน เช่น การได้ฟังเพลง หรือท่องเที่ยวไปในสถานที่แปลกใหม่ที่ชอบ ก็สามารถสร้าง “สวัสดิการ” ในระดับปัจเจกได้ ในระดับมหภาค นโยบายเศรษฐกิจและสังคมด้านใดด้านหนึ่งย่อมส่งผลกระทบต่อสวัสดิการของคนหมู่มาก และจะมีผลที่แตกต่างกันออกไปสำหรับแต่ละบุคคล ดังนั้นเศรษฐศาสตร์จึงพิจารณาถึงผลทางสวัสดิการที่เป็นสุทธิของสังคมโดยรวม ซึ่งในทางเทคนิค นักเศรษฐศาสตร์จะเรียกสวัสดิการสุทธิดังกล่าวว่า “สวัสดิการสังคม”
สวัสดิการสังคมทางเศรษฐศาสตร์ดังที่กล่าวมาข้างต้นนั้น มีความหมายที่กว้างมากกว่าคำว่า “สวัสดิการสังคม” ที่จะนำมาใช้ในบริบทที่จะกล่าวถึงในหนังสือเล่มนี้ โดยหนังสือเล่มนี้จะกล่าวถึง “สวัสดิการสังคม” ที่เป็นเพียงส่วนเล็กๆส่วนหนึ่งของ “สวัสดิการสังคม” ในทางเศรษฐศาสตร์ เพราะ “สวัสดิการสังคม” ในที่นี้จะสื่อความหมายไปถึงเฉพาะสถาบัน หรือโครงการที่ดำเนินการโดยสถาบัน เพื่อก่อให้เกิดความอยู่ดีมีสุขขั้นพื้นฐาน ซึ่งความอยู่ดีมีสุขขั้นพื้นฐานนี้ก็ขึ้นอยู่กับค่านิยมและบรรทัดฐานทางความคิดของประชาชนและรัฐในแต่ละสังคม ที่มนุษย์พึงควรจะมีเท่าที่โครงสร้างทางสถาบันจะเอื้ออำนวยให้เป็นไปได้
หากจะพิจารณาถึงประเทศที่ให้ความสำคัญต่อเรื่องสวัสดิการสังคมอย่างเด่นชัด กลุ่มประเทศสแกนดิเนเวียที่ตั้งอยู่ในยุโรปตอนเหนือ ถือได้ว่ามีความโดดเด่นมากในเรื่องความเป็น “รัฐสวัสดิการ” (Welfare State) ซึ่งสาระสำคัญของความเป็นรัฐสวัสดิการ โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศสแกนดิเนเวีย คือการเน้นเรื่องการกระจายสิทธิและผลประโยชน์ที่รัฐพึงมีหน้าที่จะต้องจัดสรรให้แก่พลเมืองในประเทศอย่างทั่วถึง ยกตัวอย่างกรณีระบบสวัสดิการในสวีเดน หนึ่งในกลุ่มประเทศสแกนดิเนเวียที่เป็นที่รู้จักกันดี ครอบคลุมในขอบเขตที่กว้าง และมีความละเอียดอ่อนในหลายมิติของความอยู่ดีมีสุข โดยระดับการพึ่งพาการค้าระหว่างประเทศเป็นมูลค่าที่สูงก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่สนับสนุนให้มีการเพิ่มผลผลิต ซึ่งก่อให้เกิดความมั่งคั่งของประเทศ และมาตรฐานความเป็นอยู่ที่สูงตามมา นอกจากนี้ ปัจจัยสำคัญอีกส่วนหนึ่งคือการมีภาครัฐ (public sector) ที่มีขนาดใหญ่ โดยที่การขยายขนาดของภาครัฐหลังสงครามโลกครั้งที่สองได้นำประเทศไปสู่การสร้างงานใหม่ๆ และกลายมาเป็นรากฐานสำคัญสำหรับแรงงานที่เป็นผู้หญิง