รายละเอียด: หนังสือของไชยันต์เล่มนี้ต่างจากหนังสือของปรมาจารย์นักมานุษยวิทยาชาวไทยอย่างอาจารย์อคิน ทั้งในแง่ขอบเขตการศึกษาและโจทย์ที่ตั้ง และงานของ Geertz ที่ไชยันต์ใช้เป็นหลักก็ต่างออกไป
ไชยันต์สนใจข้อวิพากษ์ “ทฤษฎีปรัชญาการเมือง” ของ Geertz ที่ปรากฏอยู่ในบทความ “The World in Pieces” ซึ่งไม่ใช่งานที่อาจารย์อคินใช้
ที่จริงการวิพากษ์ทฤษฎีการเมืองมีมาชั่วชีวิตของตัววิชา ไชยันต์เองก็คงจำได้ว่าวิชาทฤษฎีการเมืองถูกตั้งคำถามเอาอย่างจริงจังจาก บาจรีย์ (อาจารย์ของอาจารย์) คนหนึ่งของข้าพเจ้า คือ ศาสตราจารย์ Harry V. Jaffa นักปรัชญาการเมืองซึ่งเป็นลูกศิษย์คนสำคัญของ Leo Strauss ที่ไชยันต์ใช้วิพากษ์กลับในบทที่ 8 ของหนังสือเล่มนี้เอง Jaffa เคยวิจารณ์ทฤษฎีการเมืองไว้อย่างรุนแรง โดยชี้ให้เห็นไว้ว่าไม่ควรมีวิชานี้ด้วยซ้ำ เพราะในฐานะที่การเมืองเป็นศาสตร์เชิงปฏิบัติ ทฤษฎีการเมืองจึงเป็นสิ่งผิดปรกติ (anomaly) การวิพากษ์นี้สำคัญ เพราะจำเป็นต้องตระหนักถึงความแตกต่างระหว่างทฤษฎีการเมืองกับปรัชญาการเมือง ซึ่งไม่ชัดนักในหนังสือเล่มนี้
การโต้แย้งข้อวิพากษ์ทฤษฎีการเมืองของ Geertz ที่ไชยันต์พยายามทำ ช่วยให้คิดถึงงานทางปรัชญาที่ Geertz เองมีอิทธิพลยิ่งต่อเขา นั่นคืองานของ Ludwig Wittgenstein โดยเฉพาะตอนที่ Wittgenstein เขียนใน Philosophical Investigation (107) ว่า เหมือนมีชีวิตบนน้ำแข็งลื่น ซึ่งในแง่หนึ่งก็เป็นสภาพที่พึงปรารถนา เพราะจะเรียบลื่นไม่มีรอยขรุขระ แต่เพราะเช่นนั้นจึงเดินไม่ได้ เพราะลื่นเกินไป ถ้ามนุษย์ประสงค์จะเดิน สิ่งที่จำเป็นคือความขรุขระ (friction) ในทางหนึ่ง ข้อวิพากษ์ของ Geertz คือการทำให้วิชาทฤษฎีการเมืองและปรัชญาการเมืองมีรอยขรุขระ ความรู้จาก “ท้องที่” (local knowledges) ทำหน้าที่ฉุดดึงให้ข้อเสนอ คำกล่าว และความเห็นในทางทฤษฎีและปรัชญาการเมืองต้องสะดุด บางทีอาจเพราะโลกมีสภาพเป็นเสี่ยงๆ (in pieces) ทางเดินเพื่อให้เข้าใจโลกจึงจำเป็นต้องมีร่องรอยขรุขระไม่ราบเรียบจนคนเดินลื่นล้มลงด้วยไม่ตระหนักในลักษณะเฉพาะพิเศษของแผ่นดินที่ย่างเท้าก้าวไป
ถ้างานชิ้นนี้ของไชยันต์จะทำให้เกิดบทสนทนาระหว่างปรัชญาการเมืองกับมานุษยวิทยาบ้าง ก็ด้วยช่วยสร้างความขรุขระให้ผู้คนที่แตกต่างหลากหลายในวงวิชาการสังคมศาสตร์ ได้เดินไปด้วยกันโดยไม่ลื่นล้มคว่ำลงเพราะความมั่นใจในตนเองที่อาจมีอยู่มากเกินไป
- ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ -