เข้าสู่ระบบ!!
หน้าแรก สินค้า เว็บบอร์ด เกี่ยวกับเรา บทความ วิธีการชําระเงิน ติดต่อเรา
ภาษาไทย
Mobile   PDA  
ค้นหา:
สมัครสมาชิก  บทความ  รถเข็น 
สถิติของเวบไซต์
เปิดเวบเมื่อ 03/05/2549
ปรับปรุงเวบเมื่อ 09/10/2557
ผู้ชมทั้งหมด
eXTReMe Tracker
สินค้าทั้งหมด 340


หมวดหมู่สินค้า/บริการ



จดหมายข่าว
กรุณาใส่อีเมล์ของท่าน เพื่อรับข่าวสารที่น่าสนใจ

Link
หนังสือบางส่วนของ openbooks สามารถสั่งซื้อได้จากร้านหนังสือเคล็ดไทยค่ะ
หนังสือบางส่วนของ openbooks สามารถสั่งซื้อได้จากร้านหนังสือซีเอ็ดค่ะ



 

รายละเอียดสินค้า/บริการ
สินค้า/บริการ >> คน(ไม่)สำคัญ / สฤณี อาชวานันทกุล (หนังสือหมดค่ะ)

คน(ไม่)สำคัญ / สฤณี อาชวานันทกุล (หนังสือหมดค่ะ) - คลิกที่นี่เพื่อดูรูปภาพใหญ่
คน(ไม่)สำคัญ / สฤณี อาชวานันทกุล (หนังสือหมดค่ะ)






  Tell a Friend

คน(ไม่)สำคัญ / สฤณี อาชวานันทกุล (หนังสือหมดค่ะ)

รหัสสินค้า: 000187
ราคาปกติ 150.00 บาท
ราคาพิเศษ 125.00 บาท
ประหยัด 25.00 บาท
พิมพ์ครั้งแรก: มีนาคม 2551
โดย: สฤณี อาชวานันทกุล
รายละเอียด:

คำนำ ในยุคที่อิทธิพลของสื่อมวลชนพุ่งสูงอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน และต้นทุนในการผลิตสื่อและสื่อสารต่อสาธารณชนลดต่ำลงอย่างฮวบฮาบจนทำให้ทุกคนที่เข้าถึงอินเทอร์เน็ตสามารถเป็น “สื่อปัจเจก” ได้โดยไม่ยากเย็นอะไรนัก การตามหา “ความดังสิบห้านาที” ที่ แอนดี วาร์ฮอล ศิลปินป๊อบรุ่นบุกเบิกเคยกล่าวว่าจะมาเยือนคนทุกคนในอนาคต ไม่ใช่เรื่องที่ต้องรอโชคมาบันดาลอีกต่อไป หมากัดคนไม่เป็นข่าว คนกัดหมาเป็นข่าว แต่สื่อปัจเจกในยุคนี้ไม่ต้องเรียกสื่อมวลชนมาทำข่าว แถมยังไม่ต้องลงทุนกัดหมา แค่ใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์จำลองสถานการณ์ อัพโหลดวีดีโอบนยูทูบ เสียเวลาฟอร์เวิร์ดเมลอีกนิดหน่อย แค่นี้ก็ “ดัง” ได้แล้ว (แต่จะดังขนาดไหนก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง) ยิ่ง “ความดัง” สร้างง่าย และไม่จำเป็นต้องเกี่ยวอะไรเลยกับ “ความจริง” เพียงใด ระดับ “ความดัง” ก็ยิ่งมีแนวโน้มที่จะไม่สอดคล้องกับ “ระดับความดี” ของการกระทำเพียงนั้น แต่กาลเวลาสอนเราว่า ระดับความดีสำคัญกว่าระดับความดัง เพราะระดับความดีเป็นเครื่องบ่งชี้คุณค่า เป็นครูที่สอนเราให้รู้ว่า สิ่งใดบ้างที่มีค่าควรแก่การจดจำ เพราะสิ่งที่สื่อไม่นำเสนอ ใช่ว่าจะไม่มีจริง สิ่งที่หนังสือประวัติศาสตร์ไม่บันทึก ใช่ว่าจะไม่ดีงาม จริงอยู่ว่าความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย แต่ในเมื่อทุกคนเกิดมาแล้วต้องตาย ความจริงของคนดีจึงอาจถูกกดทับ บิดเบือน หรือลืมเลือนผ่านกาลเวลา เพราะอนาคตของความจริงและความดีที่แฝงอยู่ในนั้นย่อมขึ้นอยู่กับคนรุ่นหลัง ใครที่มีอิทธิพลสูงกว่า ครอบครองพื้นที่สื่อได้มากกว่า ย่อม “จัดการ” ความจริงและความดีได้มากกว่าผู้อื่น ถึงแม้ว่านิยามของ “ความดี” อาจมิใช่สิ่งแน่นอนตายตัว หากผันแปรลื่นไหลไปตามค่านิยมในแต่ละยุคสมัย ก็มีชุดคุณค่าจำนวนหนึ่งที่มนุษย์ทุกเชื้อชาติศาสนาเห็นพ้องต้องกันว่าเป็น “ความดีพื้นฐาน” ที่ควรค่าแก่การรักษาและส่งเสริม สืบเนื่องมาทุกยุคทุกสมัย ในบรรดาความดีพื้นฐานทั้งมวล ความซื่อตรงต่อความจริง และจิตสาธารณะที่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตน เป็นความดีพื้นฐานสองข้อที่มีความสำคัญสูงสุดต่อการพัฒนามนุษย์ โดยเฉพาะในมิติด้านจิตวิญญาณ ดังนั้น ประวัติของคนทุกคนที่ใช้ชีวิตเพื่อผู้อื่นและไม่เคยหันหลังให้กับความจริง จึงสมควรได้รับการบันทึก กล่าวขาน และยกย่องอย่างไม่เสื่อมคลายในสังคมมนุษย์ แต่โชคร้ายของมนุษย์ ธรรมชาติมิได้รังสรรค์สำนึกทางประวัติศาสตร์ให้สามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรมโดยอัตโนมัติจากคนรุ่นหนึ่งสู่รุ่นต่อๆ ไป ทารกแรกเกิดทุกคนมิได้ลืมตาดูโลกพร้อมกับความรู้แจ้งว่าผู้ให้กำเนิดเขาคือใคร ชาติพันธุ์ของพวกเขาต้องฟันฝ่าอุปสรรคอะไร มนุษย์เผ่าพันธุ์แรกในโลกต้องต่อสู้ดิ้นรนเพื่อเอาตัวรอดอย่างไร ในเมื่อประวัติศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นประวัติศาสตร์ของสังคมหรือประวัติศาสตร์ของคนธรรมดา ล้วนเป็น “ความทรงจำร่วม” ที่ถูกเขียนขึ้นโดยคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งที่มีอิทธิพลครอบงำสังคมในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งเท่านั้น ประวัติศาสตร์จึงต้องถูก “ชำระ” อย่างสม่ำเสมอโดยคนรุ่นหลัง เพื่อชะล้างอคติหรือกิเลสอื่นใดที่อาจกดทับบางแง่มุมของความจริง เพื่อพลิกฟื้นความจริงขึ้นสู่ความรับรู้ของคนหมู่มาก สังคมใดที่ผู้ครองอำนาจมี “ชนักติดหลัง” จนไม่กล้ายอมรับความจริงของอดีต แต่ทำทุกวิถีทางที่จะปกปิดหรือบิดเบือนความจริง ประวัติศาสตร์ในสังคมนั้นย่อมหล่นหายไม่สมบูรณ์ และผู้คนในสังคมนั้นก็ย่อมขาดสำนึกทางประวัติศาสตร์ที่จำเป็นต่อการพัฒนาสังคมให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคงและยั่งยืน หากผู้ใดกระทำการใดที่ขัดต่อผลประโยชน์ของกลุ่มผู้ครองอำนาจ แม้ว่าผู้นั้นจะทำคุณประโยชน์มากมายให้กับสังคม ประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับคนผู้นั้นย่อมถูกตัดตอนอย่างจงใจ ป้ายสีว่าพวกเขาเป็นคนเลวหรือลดทอนความสำคัญของพวกเขา เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่คนรุ่นหลังจะยึดเป็นเยี่ยงอย่าง แทนที่คนเหล่านั้นจะเป็น “คนสำคัญ” ที่ได้รับการสรรเสริญในวงกว้าง กลับกลายเป็น “คนไม่สำคัญ” ที่แทบไม่มีใครรู้จัก และเป็น “คน(ไม่)สำคัญ” สำหรับคนส่วนน้อยที่ยังไม่ลืมคุณงามความดีของพวกเขา ประเทศไทยมีตัวอย่างมากมายของคน(ไม่)สำคัญที่กลายเป็นคน(ไม่)สำคัญด้วยความจงใจของผู้มีอำนาจ ในจำนวนนี้ สามัญชนผู้ยิ่งใหญ่สามท่าน คือ ปรีดี พนมยงค์ กุหลาบ สายประดิษฐ์ และพุทธทาสภิกขุ น่าจะเป็นคน(ไม่)สำคัญผู้ทำคูณูปการสูงสุดต่อสังคมไทย ทั้งสามท่านล้วนเป็น “สามัญชนที่หล่นหายในการตัดต่อความทรงจำ” ในงานปาฐกถาปรีดี พนมยงค์ ที่จัดขึ้นทุกปีโดยสถาบันปรีดี พนมยงค์ เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2549 หนังสือพิมพ์ออนไลน์ ประชาไท ได้สรุปประเด็นสำคัญจากงานดังกล่าว(1) ดังต่อไปนี้ “....มีการอภิปรายหัวข้อ ‘ปรีดี พนมยงค์ กุหลาบ สายประดิษฐ์ พุทธทาสภิกขุ บุคคลสำคัญของโลก’ ซึ่งผู้ร่วมเสวนาประกอบด้วย สุชาติ สวัสดิ์ศรี ชมัยภร แสงกระจ่าง สันติสุข โสภณศิริ พระดุษฎี เมธังกุโร ดำเนินรายการโดย ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ “ประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นพูด นอกจากการยกย่องในความยิ่งใหญ่แห่งความเป็นสามัญชนและการอภิปรายถึงลักษณะร่วมกันของบุคคลซึ่งเกิดร่วมยุคสมัยแล้ว สิ่งหนึ่งที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือ การหล่นหายไปของแนวคิด และตัวตนของคนสามัญ 3 คน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปรีดี พนมยงค์ และกุหลาบ สายประดิษฐ์ “ ‘การตัดต่อตัดตอนนั้นเป็นไปเพื่อลบคนที่ชื่อนายปรีดี พนมยงค์ หรือคณะราษฎรที่เกี่ยวข้องกับนายปรีดี พนมยงค์ หรือฝ่ายทหารเรือที่เข้ามาเกี่ยวข้องในกรณีกบฏวังหลวง และกรณีกบฏสันติภาพ’ สุชาติ สวัสดิ์ศรี กล่าว และร่ายเรียงประวัติศาสตร์แห่งการตัดต่อความทรงจำเป็นลำดับ คือลำดับแรก ปี 2476 หลังปรีดี พนมยงค์ เสนอเค้าโครงการเศรษฐกิจ ประเทศไทยก็ได้คอมมิวนิสต์คนแรกชื่อปรีดี พนมยงค์ “ลำดับที่ 2 กรณีวันสวรรคตของรัชกาลที่ 8 เมื่อวันที่ 9 มิ.ย. 2489 ลำดับที่ 3 เมื่อจอมพลผิน ชุณหะวัน ทำการรัฐประหารเมื่อ 2490 ตัดต่ออีกครั้งหนึ่งในกรณีของกบฏวังหลวง ลำดับที่ 4 กรณีกบฏแมนฮัตตัน ในปี 2494 และ ลำดับที่ 5 กรณีกบฏสันติภาพ “สุชาติสรุปว่า การตัดต่อตัดตอนนั้นเป็นไปเพื่อลบคนที่ชื่อนายปรีดี พนมยงค์ หรือคณะราษฎรที่เกี่ยวข้องกับนายปรีดี พนมยงค์ หรือฝ่ายทหารเรือที่เข้ามาเกี่ยวข้องในกรณีกบฏวังหลวงและกรณีกบฏสันติภาพ และท้ายที่สุดก็ถูกตัดตอนอีกครั้งในช่วงปี 2500-2501 โดยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ “ ‘ผมคิดว่าสิ่งที่เรียกว่า ‘ความคิดที่ถูกต้อง’ นั้นถูกตัดต่อตัดตอนไปในหลายช่วงของสังคมไทย ตั้งแต่เกิดการอภิวัฒน์ 2475 เป็นต้นมา ซึ่งหากเราพิจารณาจากงานของบุคคลทั้ง 3 คน (ปรีดี กุหลาบ และพุทธทาสภิกขุ) ที่ได้รับการยกย่องเป็นบุคคลสำคัญของโลกแล้ว สิ่งที่ท่านทำ สิ่งที่ท่านคิดมันเกิดขึ้นเป็นรากเหง้าอยู่ในสังคมไทย เกิดขึ้นมาพร้อมกับการอภิวัฒน์สังคมไทยเมื่อ พ.ศ. 2475 แต่ว่ามันไม่ราบเรียบ ไม่ราบรื่น มีอุปสรรคต่างๆ นานา และอุปสรรคที่ชัดเจนที่ส่งผลกระทบครั้งใหญ่ก็คือกรณีเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2489’ “สุชาติ สวัสดิ์ศรี กล่าวว่า ปรีดี พนมยงค์ พุทธทาสภิกขุ และกุหลาบ สายประดิษฐ์ เป็นบุคคลร่วมสมัยกัน และสิ่งที่ทั้ง 3 มีร่วมกัน คือการเป็นผู้สร้างสังคมทั้งทางโลกและทางธรรม ถือเป็นคนที่อยู่ใน ‘สำนึกคิด’ เดียวกัน และเป็นคนที่อยู่ร่วมในศตวรรษแห่งสามัญชน “พระดุษฎี เมธังกุโร ผู้เคยศึกษาธรรมใกล้ชิดกับพุทธทาสภิกขุ กล่าวสรุปในประเด็นนี้ว่า ทั้งสามสามัญชนนั้น ล้วน ‘ตาย’ ในลักษณะเดียวกัน เป็นการตายที่แสดงว่า คนรุ่นหลังไม่เข้าใจสิ่งที่บุคคลทั้งสามเสนอมาตลอดชีวิต นั่นคือ ปรีดี พนมยงค์ และกุหลาบ สายประดิษฐ์ ต้องไปเสียชีวิตในต่างแดน ขณะที่พุทธทาสภิกขุ ซึ่งปรารถนาจะตายในวัด เพื่อให้การตายเป็นไปโดยธรรมชาติ แต่ก็ไม่สมปรารถนา “สันติสุข โสภณสิริ กล่าวว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดของสามัญชนทั้งสามก็คือการเป็น ‘ผู้เกิดก่อนกาล’ มีความคิดความอ่านที่ไปพ้นจากยุคสมัยของตนเอง ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญมากที่เรามีคนธรรมดาสามัญและคิดอย่างเชื่อมโยงอนาคต แต่เมื่อนับเวลาจากการเปลี่ยนแปลงการปกครองที่ผ่านมาถึงปีที่ 74 แล้ว คำถามที่เกิดขึ้นก็คือว่า เมื่อ 74 ปีที่แล้ว บุคคลทั้ง 3 อาจจะเป็นผู้เกิดก่อนกาล แต่หลังจากเวลาผ่านไป 74 ปี ความคิดที่ทั้งสามสามัญชนพยายามเผยแพร่สู่สังคมไทยยังไม่ได้ลงหลักปักฐานใดๆ คำถามที่เกิดขึ้นก็คือ ‘สังคมไทยล้าหลังกว่ากาล’ หรือมิใช่...” ถึงแม้ว่าผู้ครองอำนาจอาจจงใจตัดต่อตัดตอนประวัติศาสตร์เพื่อปกปิดหรือบิดเบือนความจริง ดังที่ปรากฏชัดเจนในกรณีคน(ไม่)สำคัญชาวไทยทั้งสามท่านดังกล่าวข้างต้น ความเป็นคน(ไม่)สำคัญ ไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นอย่างจงใจด้วยน้ำมือของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง เพราะปัจจัยต่างๆ ที่ประกอบกันเป็น “ความทรงจำร่วม” ของสังคมนั้น ย่อมเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ ตามค่านิยมที่ผันแปรไม่หยุดนิ่ง คนสำคัญในยุคหนึ่ง จึงอาจกลายเป็นคน(ไม่)สำคัญในอีกยุคหนึ่ง เป็นคนไม่สำคัญในอีกยุคหนึ่ง กระทั่งหวนกลับไปเป็นคนสำคัญอีกครั้ง เมื่อสังคมโหยหาความดีงามของยุคก่อนหน้า นอกจากนี้ คนเราทุกคนย่อมไม่สามารถเป็น “คนดี” ร้อยเปอร์เซ็นต์ทั้งชีวิต หรือ “คนเลว” ร้อยเปอร์เซ็นต์ทั้งชีวิต ไม่ว่ามาตรวัดความดีเลวของสังคมจะอยู่ที่ใด มนุษย์ปุถุชนย่อมทำดีบ้าง เลวบ้าง ไม่ดีไม่เลวบ้าง ปะปนกันไปตราบลมหายใจเฮือกสุดท้าย คนอื่นจะหยิบยกส่วนเสี้ยวใดในชีวิตมาสรรเสริญ จะบิดเบือนส่วนเสี้ยวใดเพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับตนเอง และจะหลงลืมส่วนเสี้ยวใดที่ไม่อยากจดจำ ก็เกินความสามารถที่เจ้าของชีวิตจะคาดเดา (แต่ถ้าการกระทำถูกเพ่งเล็งโดยผู้ครองอำนาจ ก็อาจคาดเดาแนวโน้มที่จะกลายเป็นคน(ไม่)สำคัญได้อย่างไม่ยากเย็นนัก) ด้วยเหตุนี้ ชาวกรีกโบราณจึงเชื่อว่า เราไม่สามารถตัดสินได้ว่าใครควรค่าแก่การเรียกว่า “วีรบุรุษ” หรือไม่ จนกว่าเขาจะล่วงลับไปแล้ว เพราะคนที่เรามองเห็นว่า “ทำดี” อาจทำดีได้เพียงระหว่างช่วงเวลาสิบห้านาทีแห่งความดังที่กล้องทีวีหมุนมาหาเท่านั้น เมื่อกล้องหมุนไปที่อื่นแล้วก็กลับไปทำตัวเหลวแหลกตามเดิม บทละครกรีกทุกเรื่องที่ถ่ายทอดเรื่องราวของวีรบุรุษ จึงล้วนเป็นโศกนาฏกรรม เพราะวีรบุรุษต้องตายก่อนที่ผู้ชมจะตัดสินได้ว่า เขาเป็น “วีรบุรุษ” จริงหรือไม่ อย่างไร ผู้เขียนคิดว่า ในโลกที่คนดัง คนสำคัญ และคนมีชื่อเสียงจำนวนนับไม่ถ้วนดูจะไม่ได้ทำอะไรที่ควรค่าแก่ความดัง ความสำคัญ และความมีชื่อเสียงของพวกเขาสักเท่าไรนัก เราควรจะหันมาศึกษาประวัติของคน(ไม่)สำคัญ กันให้มากกว่าเดิม เพราะนอกจากคน(ไม่)สำคัญ ล้วนเป็นผู้ที่ควรเป็น “คนสำคัญ” ในความทรงจำร่วมของสังคมแล้ว ความ(ไม่)สำคัญของพวกเขา ยังสามารถให้บทเรียนเรามากมายเกี่ยวกับลักษณะของความดัง และสอนให้เราแยกแยะความจริงออกจากความดัง แยกความดีออกจากอคติ และแยกแก่นสารออกจากกระพี้ หนังสือเล่มนี้รวบรวมเรื่องราวของคน(ไม่)สำคัญบางคน ที่ผู้เขียนเชื่อว่าคงเป็นคนสำคัญไปแล้ว ถ้าหากโลกเราเป็นธรรมมากกว่านี้ และค่านิยมในสังคมไม่เหลวแหลกเท่านี้ ผู้เขียนขอขอบคุณพี่จอบ วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ บรรณาธิการนิตยสาร สารคดี ที่ได้กรุณาเปิดพื้นที่ในนิตยสารให้ผู้เขียนถ่ายทอดเรื่องราวของคน(ไม่)สำคัญ, กองบรรณาธิการนิตยสาร สารคดี ที่ได้ตรวจทานบทความทุกตอนอย่างละเอียดถี่ถ้วนสมกับเป็นนิตยสารสารคดีที่ดีที่สุดใต้ฟ้าเมืองไทย, คุณภิญโญ ไตรสุริธรรมา และกองบรรณาธิการ openbooks ผู้ได้กรุณารวมเล่มคอลัมน์นี้ให้กับผู้เขียน, และพิณัฐฐา อรุณทัต เพื่อนรุ่นน้องที่ได้เอื้อเฟื้อความเห็นอันมีค่า ในการแปลบทกลอนของ นาโอมิ ชีฮับ นาย ที่ผู้เขียนเลือกเป็นบทเปิดหนังสือเล่มนี้ ท้ายนี้ ผู้เขียนหวังว่า เรื่องราวของคน(ไม่)สำคัญที่ถ่ายทอดในหนังสือเล่มนี้ จะไม่ทำให้ท่านผู้อ่านรู้สึกท้อถอยว่าตนเป็นคนไม่สำคัญ หากจะมอบกำลังใจให้ท่านดำรงชีวิตอย่างมั่นใจในตัวเอง เลือกทำในสิ่งที่เชื่อว่าดีโดยไม่ต้องพึ่งพาความเห็นของคนหมู่มาก เพราะชีวิตของคน(ไม่)สำคัญสอนเราว่า ความดังกับความดีไม่จำเป็นต้องไปด้วยกัน และระหว่างสองสิ่งนี้ ความดีคือสิ่งที่ดำรงอยู่ชั่วนิรันดร์ เพราะผูกพันแนบแน่นกับความจริง ในขณะที่ความดังอาจประกอบสร้างขึ้นจากความจอมปลอม ซึ่งย่อมปลาสนาการไปทันทีที่ความจริงปรากฏ เหนือสิ่งอื่นใด ถึงแม้ว่าเราทุกคนจะเป็นคนไม่สำคัญสำหรับโลก และอาจเป็นคน(ไม่)สำคัญสำหรับคนส่วนน้อย เราก็เป็นคนสำคัญเสมอสำหรับใครบางคนที่รักเราอย่างไม่มีเงื่อนไข. สฤณี อาชวานันทกุล “คนชายขอบ” | www.fringer.org 26 กุมภาพันธ์ 2551 (1) http://www.prachatai.com/05web/th/home/page2.php?mod=mod_ptcms&ID=4090&Key=HilightNews

สินค้า/บริการ แนะนํา
การเมืองเรื่องผีทักษิณ / นิธิ เอียวศรีวงศ์
ปกติ 195.00 บ.
พิเศษ 165.00 บ.
ยังเฟื้อ / นรา (หนังสือหมด)
ปกติ 265.00 บ.
พิเศษ 225.00 บ.
Idea / วรากรณ์ สามโกเศศ
ปกติ 180.00 บ.
พิเศษ 150.00 บ.
October No. 10
ปกติ 280.00 บ.
พิเศษ 235.00 บ.
คนกรุงเก่าเล่าเรื่อง / มาโนช พุฒตาล
ปกติ 180.00 บ.
พิเศษ 150.00 บ.
เยิรเงาสลัว / สุวรรณา วงศ์ไวศยวรรณ แปลและเรียบเรียง หนังสือหมดค่ะ
ปกติ 100.00 บ.
พิเศษ 85.00 บ.
ต้มยำทำแกง / วาณิช จรุงกิจอนันต์
ปกติ 250.00 บ.
พิเศษ 210.00 บ.
ความยุติธรรม / สฤณี อาชวานันทกุล แปล
ปกติ 280.00 บ.
พิเศษ 250.00 บ.
สามัคคีเพศ (ปกชมพู)
ปกติ 220.00 บ.
พิเศษ 176.00 บ.

หน้าแรก  |  สินค้า  |  เว็บบอร์ด  |  เกี่ยวกับเรา  |  บทความ  |  วิธีการชําระเงิน  |  ติดต่อเรา  |  Sitemap
© 2001- . TARAD.com. All Rights Reserved.