The 8 Masters / สนธยา ทรัพย์เย็น, ทรงยศ แววหงษ์, อลงกต ใหม่ด้วง และ วิวัฒน์ เลิศวิวัฒน์วงศา รหัสสินค้า: 000164 ปกติ 195.00 บาท ราคาพิเศษ 165.00 บาท ประหยัด 30.00 บาท พิมพ์ครั้งแรก: เมษายน 2550 โดย: สนธยา ทรัพย์เย็น, ทรงยศ แววหงษ์, อลงกต ใหม่ด้วง และ วิวัฒน์ เลิศวิวัฒน์วงศา
รายละเอียด: เปิดคลีนิค The Masters ของ สนธยา ทรัพย์เย็น
- คำถามโดย สุมณฑา สวนผลรัตน์ และ นิติภูมิ ตาลสุม -
ทำไมต้องเรียกว่า The Masters
คำว่า The Masters เราใช้เรียกคนทำหนังระดับปรมาจารย์ ในโลกนี้มีผู้กำกับหนังนับล้านคนก็จริง แต่คนที่น่าจะถูกยกย่องเป็นปรมาจารย์ได้อาจมีไม่กี่ร้อย
แยกแยะยังไงว่าคนไหนเป็นแค่ผู้กำกับการแสดงระดับปรมาจารย์ คนไหนระดับธรรมดา
ก่อนอื่นขอชี้แจงก่อนว่า เดี๋ยวนี้คนไทยหันมาใช้คำว่า ผู้กำกับภาพยนตร์ กันแล้ว คำว่า กำกับการแสดง คงเป็นมรดกตกทอดจากวงการละครเวทีสมัยเฉลิมกรุง เฉลิมไทย หรือก่อนหน้านั้นหลายปี คำ ๆ นั้นดูเป็นการจำกัดบทบาทเกินไป ยังกับว่าหน้าที่เดียวของผู้กำกับคือสั่งงานนักแสดงเท่านั้น ชาวบ้านทั่วไปอาจสับสนภาพผู้กำกับหนังกับคนที่เป็นแอ็คติ้งโค้ช ที่จริงผู้กำกับหนังต้องรู้เรื่องกล้อง เรื่องบท รู้จักการบริหารงาน มีจิตวิทยาสัมพันธ์กับคน และรับผิดชอบงานจิปาถะอีกมากมาย
แล้วผู้กำกับภาพยนตร์ระดับ The Masters ต้องมีคุณสมบัติอะไรบ้าง
คนที่สมควรอยู่ในข่ายที่จะได้รับเกียรตินี้ ขั้นแรกต้องเป็นคนทำหนังที่มีลักษณะแนวทางหนังที่มีเอกลักษณ์เด่นชัด ทั้งทางด้านแนวเรื่อง แก่นความ สไตล์ภาพ บุคลิก หรือบรรยากาศ เรียกได้ว่าหนังแต่ละเรื่องของเขาต้องมีแนวทางไม่ซ้ำใคร ไม่สามารถปะปนกับใครได้เลย เวลาดูหนังของเขา เราอาจไม่เห็นเครดิตทีมงาน แต่ถ้าเราคุ้นเคยกับหนังของเขาในระดับหนึ่ง เราก็แทบจะบอกได้เลยว่าเป็นหนังของใคร บางคนเรียกว่า หนังส่วนตัว หรืออะไรก็แล้วแต่ แต่ความหมายจริง ๆ คือหนังของเขาสะท้อนบุคลิก ตัวตน มุมมองของคนสร้างอย่างละเอียด เรารู้ได้เลยว่าอารมณ์ขัน มุมมองการมองโลกของเขาเป็นแบบนี้ เช่นตัวละครในหนังของ วู้ดดี้ อัลเลน มักวาดหวังอยากเป็นศิลปิน อาจเป็นยิวขี้กังวล ระแวงคน อยู่เมืองใหญ่แบบนิวยอร์ค แต่ไม่ค่อยสุงสิงกับคนเผ่าพันธุ์อื่น ชอบมองคนดำ คนจีนเป็นของแปลกปลอม เป็นแฟนตาซี ในหัววนเวียนแต่เรื่องเซ็กส์ มีอารมณ์ขันเยาะเย้ยถากถางแบบปัญญาชนหัวสูงหน่อย หรือหนังของ อะตอม อีโกยัน ก็ชอบสะสางรากเหง้าเก่าก่อนของตัวเอง รื้อค้นจนเจอเนื้อร้ายในอดีตที่ซุกซ่อนไว้เสร็จแล้วก็นำมาเปิดเผยผ่านกล้องวีดีโอ สื่อทีวี ระบำโชว์ เกมโชว์ งานศิลปะ หรือปากกาของนักข่าวเป็นต้น
สังเกตได้ชัดว่าผู้กำกับในข่ายนี้มักเขียนบทหนังเองแทบทุกเรื่อง หรือถ้ามีคนร่วมเขียนบท หรือดัดแปลงจากนวนิยายก็ยังสะท้อนมุมมองและลักษณะตัวตนของเขาออกมาได้อยู่ดี
เหมือนเราดูหนัง โอลิเวอร์ สโตน, อลัน ปาร์คเกอร์, สไปค์ ลี, ลุค เบซง, จางอี้โหมว ที่ชอบเล่นประเด็นเรื่องคนนอก ตัวละครนำเป็นขบถกับสังคมใช่ไหม
ถ้าจะพูดรวบรัดขนาดนั้น ผมว่าหนังเกินกว่าครึ่งค่อนโลกก็อยู่ในข่ายนั้นหมดสิ หนังส่วนใหญ่ก็ชอบสะท้อนความเป็นคนแปลกแยก ความเดียวดายอ้างว้าง ตัวละครเผชิญความขัดแย้ง ต่อสู้ความอยุติธรรม อุปสรรคต่าง ๆ เพื่อฝันและชัยชนะ ผมว่าถ้าเรียกหนังแบบนั้นว่าเป็นหนังที่สะท้อนตัวตนของผู้กำกับ มันก็คงเป็นตัวตนระดับผิวเผินมาก นี่ผมพูดด้วยความเคารพ ลุค เบซง ในฐานะช่างฝีมือที่เก่งกาจนะ ถึงผมจะไม่นับเขาเป็นศิลปินก็ตาม อันที่จริงผมชอบหนังเกือบทุกเรื่องของเขาแหละ โดยเฉพาะหนังอย่าง The Last Battle, Leon: The Professional, La Femme Nikita, Atlantis ยกเว้นก็แต่ The Big Blue กับ The Fifth Element มั้ง คิวบู๊กับจังหวะหนังของเขาถูกจริตผม ถึงแม้ว่าหนังของเขาไม่ใช่หนังลึกซึ้งอะไร (ซึ่งนั่นไม่ใช่ประเด็นสำคัญสำหรับผมอยู่แล้ว)
ต่างกับกรณีของคนอื่น ๆ ที่คุณเอ่ยมา ซึ่งหนังของพวกเขาอาจมีคุณภาพสร้างสรรค์สังคมมากกว่าก็จริง ดูดีมีสกุล จับหนังประเด็นใหญ่สเกลโต แต่สำหรับผมแล้วเป็นการแตะประเด็นกว้าง ๆ ในเชิงไอเดีย ในเชิงความหมาย อย่างที่นิยมเรียกกันว่า คอนเซ็ปท์ หนังคอนเซ็ปท์เจ๋ง ๆ ในโลกก็มีเยอะ ทั้งหนังอเมริกันอินดี้และหนังยุโรป ประเภทที่ผมทึ่งว่า คิดได้ไงวะ แต่หนังที่เหนือกว่า คิดได้ไงวะ หรือ หนังเจ๋ง ๆ หรือ หนังฉลาด ๆ คือหนังที่รวมความ เรียบง่าย และ ลึกซึ้ง เข้าด้วยกัน ซึ่งกลุ่มนี้หายากกว่า เหมือนหนังสมัครเล่นบางเรื่องที่งานโปรดักชั่นอ่อนหัดแต่ดูจริงและเข้มข้น หรืออย่างภาพถ่ายของ อองรี การ์ติเยร์ เบรซง ซึ่งแทบทุกคนที่ได้ชมคงไม่มีวันรู้สึกหรอกว่า กระแดะ หรือ ทำเท่ เพราะผิวหน้ามันเรียบง่าย หาความแปลกพิสดารแทบไม่เจอ แต่ภาพชีวิตธรรมดาสามัญแบบนี้มันถ่ายยาก เพราะมันบรรจุทั้ง ชีวิต-ท่าที-มุมมอง-ประสบการณ์-รสนิยมละเมียด มันไม่ใช่งานประเภท สมมติฐาน-สถิติ-บทสรุป 02/05/2550 (update 13/05/2008) |