| ตกน้ำไม่ไหล / สฤณี อาชวานันทกุล รหัสสินค้า: 000158 ปกติ 195.00 บาท ราคาพิเศษ 165.00 บาท ประหยัด 30.00 บาท พิมพ์ครั้งแรก: มีนาคม 2550 โดย: สฤณี อาชวานันทกุล
รายละเอียด: ตกน้ำไม่ไหล: เรื่องของคนดีที่ไม่ไหลไปตามโลกกระแสหลัก
เมื่อได้อ่าน "ปฏิวัติยุคสมัยด้วยฟางเส้นเดียว" ฉบับแปลไทยใน พ.ศ. 2530 ผมเที่ยวถามเพื่อนญี่ปุ่นหลายคนว่ารู้จักมาซาโนบุ ฟูกูโอกะ หรือไม่ ทั้งๆ ที่บางคนในบรรดาเพื่อนผมเป็นนักวิชาการทางด้านวิทยาศาสตร์แขนงที่เกี่ยวกับการเกษตร ปรากฏว่าไม่มีใครรู้จักเลย มีเพียงคนเดียวที่บอกว่าคล้ายๆ จะเคยได้ยินอะไรทำนองนั้น เมื่อผมบอกว่าเขาคือใคร แสดงว่า 12 ปีหลังจากที่หนังสือเล่มนี้ได้ตีพิมพ์ออกมาในภาษาญี่ปุ่น แทบจะไม่สะเทือนวงการอะไรในญี่ปุ่นเลย
ผมไม่ทราบว่าสถานการณ์เป็นอย่างไรในญี่ปุ่นปัจจุบัน หลังจากที่ฟูกูโอกะได้เดินทางออกไปให้คำแนะนำการเกษตรธรรมชาติและประสบความสำเร็จในหลายทวีปทั่วโลก จนมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางพอสมควรแล้ว
ทั้งนี้เพราะเกษตรธรรมชาติเป็นเกษตรกระแสรองในโลกที่ทำการเกษตรเชิงพาณิชย์และเชิงเดี่ยวเป็นเกษตรกระแสหลัก ไม่แต่เพียงเกษตรกรส่วนใหญ่ถูกชักนำและบีบบังคับให้ทำเกษตรเชิงเดี่ยวและเชิงพาณิชย์เท่านั้น แต่ยังมีการสร้างความรู้, องค์กรการเงิน, และการค้าระหว่างประเทศ เพื่อรองรับเกษตรกระแสหลักนี้อย่างแน่นหนามั่นคงอีกด้วย โดยที่เราทุกคนถูกฝึกและกล่อมเกลาให้หลับหูหลับตากับความเสื่อมโทรมของระบบนิเวศน์, ความยากจนข้นแค้นของเกษตรกรส่วนใหญ่, ความอดอยากที่แผ่ไปอย่างกว้างขวางทั่วทั้งโลก และความไม่ยั่งยืนของการผลิตอาหารในอนาคต
ธรรมชาติของอะไรที่เป็นกระแสหลักมักเป็นอย่างนั้น ความคิดกระแสหลักไม่ใช่ความคิดเฉยๆ แต่ประกอบด้วยกลไกอำนาจอีกชุดหนึ่งพยุงและปกป้องมันไว้ด้วยเสมอ เพราะแหล่งข้อมูลที่ป้อนความรู้แก่เราไม่ว่าจะเป็นสื่อ, โรงเรียนจนถึงมหาวิทยาลัย, ชนชั้นปกครอง, นักบวช, นักการเมือง, นักวิชาการ ฯลฯ ล้วนได้สร้างเครือข่ายผลประโยชน์อยู่กับความคิดกระแสหลักไว้แล้วทั้งสิ้น แม้แต่ตัวเราเอง ก็จะพบว่าการสมยอมกับความคิดกระแสหลัก ช่วยพยุงมันและปกป้องมันไว้ จะได้รับผลตอบแทนทางวัตถุแก่ตนเองดีกว่าการต่อต้านและแฉโพยจุดอ่อนของมัน
ความคิดกระแสหลักมีลักษณะครอบงำได้ลึกซึ้งกว่าผลตอบแทนด้วยซ้ำ เพราะทำให้คนที่ยึดถือมีความมั่นคงทางจิตใจและสังคม ไม่รู้สึกแปลกแยกโดดเดี่ยว ลักษณะเช่นนี้เป็นทั้งจุดแข็งและจุดอ่อนของความคิดกระแสหลัก เป็นจุดแข็งก็เพราะให้ความรู้สึกว่ามั่นคงปลอดภัยแก่บุคคลและสังคมที่ยึดถือ แต่ในขณะเดียวกันก็ทำให้โอกาสที่จะแก้ไขตัวเองทำได้ยากขึ้น หากโอกาสนั้นถูกปิดตายสนิท กล่าวคือไม่มีทางที่จะปรับเปลี่ยนอะไรได้เลยแล้ว บุคคลและสังคมที่ยึดถือความคิดกระแสหลักอย่างตายตัวก็มักพบความล่มสลาย เพราะไม่สามารถสนองตอบความเปลี่ยนแปลงอันเป็นนิรันดรได้
แต่โชคดีที่ในท่ามกลางการครอบงำของความคิดกระแสหลัก มักมีบางคนที่มองเห็นความไร้เหตุผล (fallacy), ความอยุติธรรม, ความเท็จ หรือมุมมองที่ผิดพลาด ในความคิดกระแสหลัก บางคนเสนอการปรับเปลี่ยนเพื่อแก้ไขและช่วยรักษาให้ความคิดกระแสหลักสามารถธำรงอยู่ต่อไปได้ บางคนอาจมองเห็นทางตันและเสนอให้ปรับเปลี่ยนในระดับพื้นฐานกว่านั้น เมื่อความคิดประเภทนี้เกิดขึ้น มักได้รับการต่อต้านจากกระแสหลัก ถึงได้รับรู้กันกว้างขวางขึ้นก็ยังเป็นความคิดกระแสรอง เพราะถูก "ขจัด" ออกไปว่าเพ้อฝันบ้าง, หัวรุนแรงบ้าง, เป็นไปไม่ได้บ้าง หรือคลื่นใต้น้ำบ้าง แต่เมื่อวิกฤตเกิดกับความคิดกระแสหลักมากขึ้น เพราะไม่อาจตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลงซึ่งต้องเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทางออกก็มักอยู่ในแนวที่ความคิดกระแสรองได้เสนอไว้แล้ว สังคมก็ค่อยๆ เปลี่ยนความคิดกระแสหลักจนใกล้กับความคิดกระแสรอง จนในที่สุดความคิดกระแสรองก็กลายเป็นความคิดกระแสหลัก เริ่มสั่งสม "อำนาจ" ไว้พยุงและปกป้องตนเองอย่างที่ความคิดกระแสหลักควรมี
ย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์ เราเห็นปรากฏการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่าในทุกสังคม
หนังสือเล่มนี้พยายามนำเอาความคิดของนักคิดกระแสรองในปัจจุบันมาบอกเล่า อย่างสังเขปและเข้าใจง่ายแก่คนทั่วไป หลายความคิดในหนังสือเล่มนี้จะกลายเป็นความคิดกระแสหลักในอนาคต หรืออย่างน้อยก็ให้แนวทางแก่ความคิดกระแสหลักในอนาคตอย่างไม่ต้องสงสัย
หนึ่งในสิ่งที่น่าสนใจเป็นพิเศษแก่ผมก็คือ ในบรรดาความคิดกระแสรองหลายต่อหลายเรื่องที่หนังสือเล่มนี้นำเสนอ คือความพยายามอุดช่องโหว่ของทุนนิยม เพราะยิ่งพัฒนาการของทุนนิยมตกอยู่ภายใต้การนำของเสรีนิยมใหม่หรืออนุรักษนิยมใหม่มากเท่าไร ทุนนิยมกลับเป็นศัตรูของประชาธิปไตย, ศัตรูของคนชั้นกลาง, ศัตรูของสิ่งแวดล้อม, ศัตรูของความเสมอภาคและเสรีภาพมากขึ้นเท่านั้น ผลประโยชน์กลับไปตกอยู่ในมือของคนจำนวนน้อยลงๆ ไปเรื่อยๆ เป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าทุนนิยมเช่นนี้จะถึงกาลอวสานอย่างแน่นอน ปัญหาคือจะ "รักษาทุนนิยมจากนายทุน" ได้อย่างไร
นักคิดและนักเคลื่อนไหวหลายคนได้เสนอแนวทางแก้ปัญหาไว้หลายด้าน ไม่ว่าการบังคับใช้กฎหมายกับบรรษัทขนาดใหญ่ ไปจนถึงทางเลือกของการศึกษาสำหรับคนยากไร้ ทั้งหมดนี้ล้วนช่วยทำให้หน้าที่เป็นคนเต็มคนแก่ทุนนิยมทั้งสิ้น และทุนนิยมที่จะอยู่รอดต่อไปได้ ต้องมีใบหน้ามนุษย์มากขึ้นกว่าเงินกำไร
ในประเทศไทย ผู้คนมักมองทุนนิยมเป็นใบหน้าเดียว อัปลักษณ์จนต้องต่อต้านจนสุดกำลังในหมู่ผู้ที่รังเกียจ และสวยสง่าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ในหมู่ผู้ที่ชื่นชอบ (หรือได้ประโยชน์) แต่ที่จริงแล้วทุนนิยมมีได้หลายใบหน้า ขึ้นอยู่ไม่น้อยกับการที่เราทุกคนจะช่วยกันทำให้มันมีใบหน้าอย่างไร ความคิดกระแสรองที่เสนอในหนังสือเล่มนี้ ไม่ได้ต่อต้านทุนนิยมโดยตรง แต่ต้องการทำให้ใบหน้าของทุนนิยมเป็นใบหน้าของมนุษย์ที่มีเมตตาและความเป็นธรรม
ท้ายที่สุดซึ่งควรกล่าวถึงก็คือ ในโลกที่วัดและโบสถ์ไม่ค่อยให้แรงบันดาลใจทางศีลธรรมแก่ใคร หนังสือเล่มนี้ให้แรงบันดาลใจทางศีลธรรมแก่ผู้อ่าน เพราะล้วนพูดถึงความคิดที่คิดเพื่อคนอื่น
- นิธิ เอียวศรีวงศ์ - 12/04/2550 (update 15/05/2008) |